2007/May/10

สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เราก้อคิดอยู่ว่าเราก้อต้องเห็นอยู่แบบนั้นต่อไป
ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้มันสำคัญ ไม่เคยเห็นแม้แต่ค่า
เหมือนกับการที่เราเห็นหน้าใครอยู่ทุกวัน คนๆนั้นวิ่งตามเราอยู่ทุกวัน
ใส่ใจเราอยู่ทุกวัน เราก้อมักจะเห็นแค่ว่าใครคนนึงกำลังทำอะไรที่ดูงี่เง่า
น่ารำคาญ จนวันนึงถ้าเราสูญเสียไป เราก้ออาจจะรู้สึกเสียใจบ้าง
เราอาจจะต้องการเรียกร้องให้มาเหมือนเดิม
หรือบางทีเราก้ออาจจะรู้สึกว่าดีใจที่ได้มีชีวิตที่ปราศจากความรำคาญ
แต่จะมีใครที่เคยรู้สึกถึง ความรู้สึกของคนที่ให้อยู่บ้าง
บางทีสิ่งที่เขาทำอยู่อาจไม่ได้ตั้งใจจะให้คุณรำคาญ
แต่เขาทำไปเพราะเขารักคุณจริงๆ เหมือนความรักของพ่อแม่
เหมือนความรักของเพื่อนสนิทของคุณ
เหมือนความรักของใครอีกหลายคนที่ให้คุณด้วยความจริงใจ
คุณเคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญบ้างไหม คุณเคยคิดว่าคุณดูแลพวกเขาดีพอรึยัง
คุณให้ความสำคัญกับคนถูกหรือเปล่า
คุณให้ความสำคัญกับคนที่ให้วัตถุคุณมากกว่าความรู้สึกที่ดีหรือเปล่า
สิ่งที่สำคัญมักมองไม่เห็นด้วยตา แต่ต้องมองด้วยหัวใจ
แต่เรามักไม่มีเวลาพอที่จะใช้หัวใจมอง เรามองอะไรแค่ฉาบฉวยแล้วก็ตัดสิน
เรามองดูความรวยความจนของคนที่สิ่งของที่เขาใช้
เรามองความดีของคนตรงที่เขาแสดงให้เราเห็น เรามองอะไรหลายอย่างด้วยตา
แล้วเราก้อตัดสินคนเพียงแค่เวลาไม่เกิน 5 นาที
เราต้องสูญเสียมิตรที่ดีไปเพียงเพราะเราอ้างว่าไม่มีเวลา
เราไม่มีเวลาก็ต่อเมื่อเราไม่สนใจ เราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้น ต่อคนๆนั้น
แต่ถ้าลองมองย้อนดู ทำไมเราถึงมีเวลาทำอะไรมากมายหลายอย่างในแต่ละวัน
เพราะเราให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ
ทำไมคุณไม่ลองให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณลืมไป
กับคนที่หวังดีกับคุณแต่คุณไม่เคยมอง อย่าปล่อยให้มิตรภาพดีๆต้องมีรอยร้าว
เพราะเมื่อวันนึงถ้าต่างคนต่างไป เราจะได้จากกันด้วยความรู้สึกที่ดี
เราจะได้ไม่รู้สึกผิดว่า เรายังทำดีกับเขาไม่เพียงพอ
............จนกระทั่งวันหนึ่งเราจะรู้ว่าสิ่งที่ใกล้ตัวเรานั้นสำคัญที่สุด................

2007/May/01

เมื่อวานไปโรงพยาบาลมาขอรับ กะว่าจะไปตรวจสุขภาพฟันก่อนกลับ กทม. ซะหน่อย เพราะถ้าทำที่บ้านแม่จ่ายไม่ต้องควักเอง ( ฮิฮิ เลวชะมัด ) ตื่นตั้งแต่ 6 โมง แต่กลิ้งๆไปมาบนเตียงจน 6 โมงครึ่ง ค่อยลุกลงมาอาบน้ำ แล้วก็รอร้อรอ คุณนายแม่กะคุณหญิงน้อง กว่าจะได้ฤกษ์ได้ยามก็ 8 โมงนิดๆ ถึงโรงพยาบาลก็ 8 โมงกว่าๆ อะโหย เรา 3 คนแม่ลูกตรงดิ่งไปที่ชั้น 4 ของโรงพยาบาลเพราะแผนกทันตกรรมอยู่ที่นั่น คนเยอะงับ เยอะเจงๆ แบบคนไข้นัด 32 คนอะ เอากะเค้าดิ นัด...ไรกันนักหนาวะ คิดในใจวันนี้ตูไม่ได้ทำแหงๆ
ร่ายซะยาว ถึงเวลานินทาแระ ขออนุญาตใช้คำไม่สุภาพนะขอรับ
ด้วยความที่ฝากบัตรรพ.มากับพี่ที่ทำงานรพ.ตั้งแต่เมื่อเช้า คาดว่ามาถึงแล้วได้พบหมอเลยไม่ต้องรอคิว (รู้ว่าไม่ดีกับคนไข้ท่านอื่นแต่อะไรเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยงล่ะนะ) เมื่อมาถึงคุณนายแม่ก็ส่งข้าน้อยไปถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หน้าห้องทันตกรรมว่ามีบัตรของครอบครัวข้าน้อยรึเปล่า (ทำกันทั้ง 3 คน แม่ลูกเลยขอรับ)
ถามด้วยความสุภาพก่อนเลยขอรับ "ขอโทษค่ะ"
อีคุณเจ้าหน้าที่ปรายตามามองนิดนึงแล้วก้มหน้าทำงานต่อ หานู่นหานี่ แต่หน้าตาไม่รับแขก แต่โอเค ทำงานอยู่ไม่เป็นไรตูรอด้ายยยย แต่ในใจนี่ด่าอิ...ไปแล้ว (นิสัยไม่ดีเลยแฮะ ไปด่าเค้าทำไมเนี่ย - -') ยืนรอซักพัก คุณเธอค่อยหันมาถาม "น้องมีอะไรคะ"
เออดี อย่างน้อยก็ยังสนใจตูอยู่ไม่ปล่อยให้ยืนค้ำหัวมันนานๆ ปรากฎว่าบัตรยังไม่มาขอรับ คุณพี่เธอยังไม่เอามายื่นให้ เรา 3 คนแม่ลูกเลยไปเดินเล่นในรพ.กัน (ก็เดินไปหาพี่นี่แหละ) เดินกลับไปกลับมาจนประมาณ 10 โมงนิดๆถึงได้มานั่งรอหน้าห้องทันตกรรม นั่งตั้งแต่เก้าอี้เต็มจนว่างนั่นแหละถึงจะได้ตรวจหมอบอกว่าไม่มีฟันผุ แต่มีซี่นึงต้องอุดใหม่เพราะวัสดุที่อุดอยู่ดูท่าจะไม่แข็งแรง (สงสัยไม่ค่อยได้ออกกำลัง) แต่ต้องนัดมาวันหลัง อืม นัดก็นัด แต่ท่านงับ ดันมานัดเกือน ก.ค. ใครมันจะถ่อจาก กทม. เพื่อมาอุดฟันแค่ซี่เดียวล่ะ ค่ารถก็ไม่ใช่ถูกๆ
เลยจะขอเลื่อนนัด พี่ห้องชำระเงินก็บอกให้ไปถามอีคุณเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เพราะคุงเธอเป็นคนจัดตารางนัดคนไข้
เงะ อินี่อีกแล้วเหรอ ไม่อยากคุยด้วยเลยแฮะ รู้สึกไม่ถูกชะตาตั้งแต่เหงแร้ววว แต่มันก็ต้องทำ ถามคราวนี้ไม่ขอโทษแระ ขึ้นต้นด้วย "พี่ค่ะ" คราวนี้ไม่มองงับ แต่ไม่สนใจ อินี่จะเอาไงกะตูวะ ถ้าไม่ขอเลื่อนนัดนี่ตูไม่มาเฉียดหรอก
แป๊ปนึงคุงเธอค่อยถามงับ "อะไรคะ" "อยากขอเลื่อนนัดได้มั๊ยคะ" "แล้วจะให้เลื่อนยังไงคะ" "คือนู๋ต้องกลับ กทม. วันที่ 12 น่ะคะ เลยอยากขอเลื่อนเป็นภายในวันที่ 10 พ.ค. ได้มั๊ยคะ" "จะให้เลื่อนยังไงคะ" เอ๊ะ อินี่ ตูพูดไม่รู้เรื่องรึมันฟังไม่รู้เรื่องวะเนี่ย แต่ก็ยังใจเย็นพูดกะคุณเธอต่อ "คือเลื่อนมาเป็นภายในวันที่ 10 พ.ค. น่ะคะ" "จะเลื่อนยังไงล่ะคะ ก็ในเมื่อคิวมันเต็มแล้ว"
เออ คิวเต็มแล้ว เลื่อนให้ไม่ได้ บอกตูแค่นี้ก็จบถามว่าจะเลื่อนยังไงทำ...อะไรหลายรอบ "ค่ะ เลื่อนไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ" "แล้วน้องจะทำมั๊ยค่ะ" "ไม่ทำค่ะ" (หมดอารมณ์เพราะเมิงแหละ) แล้วคุณเธอยังพูดนู่นนี่อีก ข้าน้อยก็เลยเดินหนีไปเลย กลับมานั่งสงบสติอารมณ์ที่ม้านั่งตรงหน้าคุงเธอนี่แหละ เซ็งอย่างแรง ตอนคุงเธอถามนี่อยากถามกลับมากเลยว่าฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องรึไง ชิ ก็นั่งไปมองคุงเธอไป จากการสังเกตุของข้าน้อย คุงเธอไม่รับแขกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนไข้คนไหน คิดในใจ ไอ้ใบประเมิณมันอยู่ไหนวะ จะบอกให้เค้าเปลี่ยนเจ้าหน้าที่หน้าห้องโดยด่วน พอคุณนายแม่ออกมา คุณเธอก็ถามว่าจะนัด มาทำพร้อมกันกะข้าน้อยป่าว แต่คุณนายแม่ไม่เอาขอทำนอกเวลา มันก็ให้แล้วยังเจือกเลื่อนเป็นมิ.ย.ให้อีก อ้าวอินี่ กวน...จริงๆ


กลับบ้านมาก็อ่านหนังสือ + สวีทวี๊ดวิ้วกะลักกี้ หมาน้อยสุดหล่อ ให้อารมณ์มันสงบ แต่ก็ไม่ชอบอิคุณเจ้าหน้าที่นั่นอยู่ดิ ชิ

2007/Apr/27

สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายซักวันนึงก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น

สวัสดีขอรับ วันนี้มีเรื่องน่าเศร้าของข้าน้อยมาเล่าให้ทุกๆท่านฟัง...

เมื่อคืนวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2550 ข้าน้อยได้สูญเสียเพื่อนอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ เหตุเพราะเมาแล้วขับ เลยหลับใน รถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมทาง เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 20 ปี 2 เดือน

เพื่อนข้าน้อยคนนี้มีนามว่า "อ๊อด" เป็นเพื่อนสมัยเรียนชั้นม.ต้น พอขึ้นม.ปลายข้าน้อยก็ย้ายไปเรียนอีกโรงเรียนนึงแต่เราก็ยังเจอกันทุกครั้งที่มีโอกาส อ๊อดเป็นคนคุยสนุก รักเพื่อนรักฝูง มีความรับผิดชอบ เป็นสุภาพบุรุษ เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่ดีคนนึง

ข้าน้อยทราบข่าวการเสียชีวิตของอ๊อดในเช้าวันที่ 22 เมษายน เพราะเพื่อนโทรไปบอก แต่ก็ไม่สามารถมาร่วมงานศพอ๊อดได้เพราะอยู่ในระหว่างเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว กว่าจะกลับก็วันที่ 23 ในตอนที่เพื่อนโทรมาบอกนั้น ข้าน้อยแทบไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นความจริง ได้แต่ถามซ้ำว่าพูดจริงเหรออยู่ 2-3 รอบ จนเพื่อนบอกว่าจะโกหกไปเพื่ออะไร ถึงกระนั้นก็ยังโทรถามเพื่อนอีกคนนึงว่าจริงเหรอ เพราะกลัวว่าพวกนี้จะรวมหัวกันแกล้งข้าน้อย แต่สุดท้ายมันก็คือความจริง เพราะได้ยินว่าอ๊อดเสียแล้วจากปากเพื่อนถึง 3 คน ยอมรับว่าช๊อคจริงๆ เพราะเพิ่งเจอหน้ากันเมื่อวันที่ 18 นี่เอง และไม่คิดว่าอ๊อดจะกินเหล้าจนเมาขนาดนั้น เพราะวันที่เจอกัน เพื่อนผู้ชายกินเบียร์กันแต่อ๊อดก็ไม่กิน จะกินก็เพียงแก้วเดียวเพราะเพื่อนรินให้ แต่สุดท้ายอ๊อดก็ตายเพราะสุรา วันที่ 25 เป็นวันชาปนกิจศพของอ๊อด ข้าน้อยได้มีโอกาสดูหน้าอ๊อดเป็นครั้งสุดท้าย ดูแล้วไม่เหมือนใบหน้าของอ๊อดที่ข้าน้อยรู้จัก ใบหน้านั้นขาวซีด ใบหน้าด้านขวายุบ มีรอยแผลถลอกอยู่ตามมือ ข้าน้อยรู้สึกว่าคิดผิดที่ไปดูหน้าอ๊อดเพราะภาพนั้นมันติดตาจนถึงวันนี้ แต่ถ้าไม่ดูในวันนั้นข้าน้อยก็คงรู้สึกเสียดายอยู่ดีเพราะจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าอ๊อดอีกแล้ว จะมีก็เพียงรูปถ่ายที่ได้มา รูปที่ไร้วิญญาณของคนในรูป รูปที่มีเพียงความทรงจำ และเป็นรูปใบสุดท้ายที่มีอ๊อดอยู่ในนั้น

ข้าน้อยไม่คิดเลยว่าตนจะต้องมางานศพของเพื่อนตั้งแต่อายุแค่นี้ รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป แต่ก็ต้องทำใจยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น และเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น เพราะชีวิตคนเรานั้นมันสั้นนัก ไม่รู้ว่าเราจะหมดลมหายใจลงไปเมื่อไหร่ สิ่งที่อยากจะทำและควรทำก็ต้องรีบทำก่อนที่จะไม่มีโอกาสนั้น ดูแลและใส่ใจคนที่รักและคนรอบข้างให้มากๆ

ขณะที่เรากำลังสนุกกับการใช้ชีวิต แต่กลับมีอีกคนนึงที่ต้องสูญเสียทุกอย่างแม้แต่ลมหายใจของตนเอง

หลับให้สบายนะเพื่อน...