2006/Feb/03

ชื่อหนังสือ : Paddy Clarke Ha Ha Ha
หมวด : วรรณกรรม -- วรรณกรรมเยาวชน

ผู้แต่ง : Roddy Doyle
ผู้แปล : นารียา

หนังสือชนะเลิศรางวัลBooker Prize โดย Roddy Doyle
Doyle ได้เขียนนวนิยายที่ดีที่สุด ...ความรู้สึกของเด็กแก่แดดวัยสิบขวบ... ที่มีทั้งความตรงไปตรงมา ตลกขบขัน และหน้าเศร้าใจซึ่งหลายครั้งที่ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว

รอดดี้ ดอยล์ (Roody Doyle) เป็นนักเขียนชาวไอริชร่วมสมัย ชื่อของเขาเป็นที่ยอมรับในแวดวงวรรณกรรมอังกฤษปัจจุบันผลงานที่รู้จักกันทั่วไปคือนวนิยายเรื่อง "The Commitments" ซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๑๙๙๑ และได้รับเสียงวิจารณ์ค่อนข้างดี งานเขียนของดอยล์เป็นที่กล่าวถึงในแง่ของการบรรยายอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมของตัวละครท่มกลางสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการเขียนถึงอาการไหวเคลื่อนของอารมณ์ด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์แบบหน้าตาย ทำให้สะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่า คล้ายศัลยแพทย์ที่ค่อย ๆ ผ่าตัดหัวใจเพื่อเฝ้ามองการทำงานของมันอย่างเลือดเย็นแต่อ่านสนุกและเป็นที่น่าประทับใจ เพราะดอยล์ไม่ใช่นักเขียนที่ให้ความสำคัญกับศิลปะการประพันธ์ หรือประเด็นความคิดจนละเลยคนอ่านสไตล์การเขียนเฉพาะตัวของเขาสร้างสรรค์ขึ้นจากความพยายามที่จะพูดถึงเรื่องจริงจังกับผู้อ่านในวงกว้าง

การเล่าเรื่องของนวนิยายเล่มนี้อยู่ในโทนสนุกสนาน ตื่นตัว ตามสายตาของเด็กที่มากไปด้วยความรู้สึกสดใหม่ มีชีวิตชีวาและร่ำรวยจินตนาการ มีอารมณ์ขันบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติ ไม่เจือปนด้วยความขุ่นข้องของเจตนาที่มุ่งแต่แดกดัน/เย้นหยัน/เสียดสี หรือหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยความน่ารักสดใสเพียงด้านเดียว ทว่าพยายามสังเกตสภาวะที่เป็นอยู่จริง และเฝ้ามองว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำเป็นต้องระมัดระวังท่าทีให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมตามการยอมรับของสังคม

"ผมมองไปที่ซินแบด-มันเป็นแค่น้องชายผมเท่านั้น-ผมเกลียดมัน มันเป็นแค่เด็กขี้แยขึ้มูกยืด ชอบฉี่ราด มันไม่ต้องถูกทำโทษเวลาที่มันไม่ยอมกินอาหารเย็น มันต้องใส่แว่นที่เป็นสีดำข้างนึง-มันวิ่งเข้าไปหาลูกบอล ไม่มีใครทำอย่างนั้น ทุกคนจะยืนรอให้บอลเข้ามาหา แต่มันจะวิ่งผ่านทุกคนไม่สนใจใคร- มันยอดมากเลย และมันก็ไม่เห็นแก่ตัวเหมือนบางคนที่เลี้ยงลูกเป็นด้วย-ผมรู้สึกแปลก ๆ ตอนดูมัน รู้สึกดี และก็รู้สึกอยากฆ่ามันด้วย ใครเล่าจะภูมิใจในน้องชายของตัวเอง" (หน้า ๒๒๘) การดำเนินเรื่องใช้เรื่องเล่าสั้น ๆ ขมวดปมประทับใจเล็ก ๆ ในตัวเอง ตัดต่อ สลับไปสลับมา โดยไม่คำนึงถึงความต่อเนื่อง เพียงเน้นสิ่งที่น่าสนใจให้ชวนติดตามไปเรื่อย ๆ เหมือนจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่ผู้อ่านต้องนำมาปะติดปะต่อประกอบเข้าด้วยกันเอง แม้ไม่ได้ลำดับตามเวลาปกติ แต่ก็ไม่ได้กระจัดกระจายจนเกินไป นักเขียนสามารถร้อยเรียงจังหวะอารมณ์ของ "โมทีฟ" (motif - ความคิดหลักที่กำหนดลักษณะลีลาความเคลื่อนไหวในองค์ประกอบนั้น ๆ)ไปสู่จุดจบได้อย่างงดงาม

เรื่องเล่าแต่ละชิ้นส่วนใหญ่จะเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ในการปะทะกับประสบการณ์ต่าง ๆ สิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตแต่ละวัน การเล่นซน ความสัมพันธ์ในครอบครัว จักรวาลของชุมชนเล็ก ๆ และโลกในห้องเรียน "ครูของเรา-มิสเตอร์เฮนเนสซี่-หรือที่พวกเราชอบเรียกกันว่า "ตาเฮนโน่" เกลียดเจมส์ โอ"คีฟ เวลาแกหันหลังเขียนอะไรบนกระดานอยู่ แกชอบบอกว่า - นายโอ"คีฟ ฉันรู้นะว่านายกำลังทำอะไร อย่าให้จับได้แล้วกันมีวันหนึ่งแกพูดอย่างนี้ทั้ง ๆ ที่ เจมส์ โอ"คีฟ ไม่สบายเป็นคางทูมอยู่ที่บ้าน" (หน้า๑๔)

พื้นหลังของนวนิยายมีบรรยากาศการเมืองยุค "๖๐ เจืออยู่ในรูปของข่าวสารทั้งการเมืองระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ และสงครามเวียดนาม รวมกันเป็นความรู้สึกหวาดหวั่นต่อสงครามโลกครั้งต่อไป ซึ่งแฝงฝังอยู่ในจิตใจของผู้คนยุคสงครามเย็น ทว่าสำหรับเด็ก ๆ ปฏิกิริยาต่อข่าวสารความรู้ที่พวกเขาได้รับจากการเรียน/การอ่า/การเห็น กลายเป็นจินตนาการที่ถูกเสริมต่อเป็นการละเล่นใหม่ ๆ เมื่อรับรู้เรื่องราวของคนเป็นโรคเรื้อน เขารู้สึกว่า "เจ๋ง" และอยากเป็นคนโรคเรื้อนบ้าง เมื่อได้รู้เรื่องอักษรเบรลล์ เขาก็อยากลองเป็นคนตาบอด ตัวละครเจ้าของมุมมองผู้เรื่องเล่าในนวนิยายเรื่องนี้คือ แพดดี้ คลาร์ก เด็กชายอาย ๑๐ ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างเด็กกับวัยรุ่น โตพอที่จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้บ้างแล้ว แต่ยังคงความบริสุทธิ์ในการสัมผัสโลก แพดดี้เรียนรู้การมีอยู่ของตัวตนผ่านความรู้สึกในแต่ละขณะของสัมพันธภาพ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ร่างกาย เช่น ตอนหมุนตัวเร็ว ๆ หรือตอนเจ็บตัวเลือดออก และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตใจ เช่น ความผูกพันที่มีต่อวัตถุสิ่งของ "กระติกน้ำร้อนของผมเป็นสีแดง-สีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ของซินแบดเป็นสีเขียว ผมชอบกลิ่นของมัน ผมจะเอาน้ำร้อนใส่เข้าไปแล้วก็เทออกมา เอาจมูกเข้าไปหใกล้ ๆ ที่ปากกระติดและสูดกลิ่นของมัน เฮ้อ...หอม" (หน้า ๕๕) หรือความหวาดกลัวอย่างตอนที่แพดดี้ คลาร์ก กลัวแมงกะพรุนจนขวัญเสียต้องกลับบ้านไปให้แม่ปลอบ

รวมทั้งความกล้าความวิตกกังวล ความเศร้า ความเจ็บปวด ความเดียวดาย ความไม่แน่นอน และความปั่นป่วนของอารมณ์ที่ไม่อาจเข้าใจ เขาเรียนรู้ความรู้สึกเหล่านี้ทีละนิดละน้อย บางครั้งก็เล่นกับมัน อย่างตอนที่รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อเป็นพ่อแม่ทะเลาะกัน "ฟันของผมสั่นกึก ๆ ผมปล่อยให้มันสั่นอย่างนั้น ผมชอบ" (หน้า ๖๗)

ดอยล์สร้างจักรวาลของนวนิยายด้วยตรรกะของเด็ก ไม่ใช่นำเอาวิธีคิดแบบผู้ใหญ่เข้าไปจัดวาง ความไม่เป็นเหตุเป็นผล หรือการนึกฝันไปต่าง ๆ นานาของเด็ก ๆ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความขำขันในตัวเรื่องเล่า เรื่องเล็ก ๆ บางเรื่องเป็นเรื่อง "ซีเรียส" สำหรับพวกเขา เช่น การถอดกางเกงให้นางพยาบาลดู "จู่" ตอนตรวจโรค แต่เรื่องสำคัญของพวกผู้ใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องจริงจังเท่าใดนัก เช่น ความตายของใครสักคน "-เจ๋งเนอะ ?/-เออเควินพูด - เท่ระเบิด / เรากำลังคุยเรื่องการมีแม่ตาย" (หน้า ๑๔)

ความไม่รู้ทำให้พวกเขากล้าทำในสิ่งที่ไม่สมควรอย่างขโมยของ หรือแกล้งกันแรง ๆ เช่น ใส่น้ำมันไฟแช็กลงไปในปากน้อง แล้วจุดไม้ขีดไฟหย่อนลงไป จน "ไฟลุกติดเหมือนมังกรพ่นไฟ" (หน้า ๒๓)

บางครั้งพวกเขาก็เกลียดกันอย่างไม่มีเหตุผล และทำร้ายกันด้วยความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่บางครั้งก็เห็นใจและมีน้ำใจให้กันเมื่อใครคนหนึ่งเกิดปัญหา ในจักรวาลของเด็ก ผู้ใหญ่เป็นเหมือนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำหลายอย่างของเด็กสะท้อนพฤติกรรมของผู้ใหญ่ด้วยเหมือนกัน ต่างกันเพียงขนาดและความจริงจังเท่านั้น ตัวตนในโลกของความเป็นผุ้ใหญ่พอกหนาไปด้วยสิ่งปรุงแต่งทับถมซับซ้อน กระบวนการรู้จักชีวิตของเด็กจึงแจ่มชัดกว่าในบางด้าน เพราะยังไม่มีประสบการณ์เดิมสะสมอยู่ จนกลายเป็นสิ่งจำกัดการเรียนรู้ ดังนั้นเด็กจึงมีอิสรภาพในการเฝ้ามองสรรพสิ่งด้วยสายตาสดใหม่เหมือนเห็นมันเป็นครั้งแรก และสามารถปล่อยให้ตัวเองรู้สึกอย่างที่รู้สึกจริง ๆ

นวนิยายเรื่องนี้จึงนำเสนอความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น โดยปราศจากการยัดเยียดทัศนคติและไม่มีการชัดทอด กล่าวโทษ ประณาม หรือตัดสินสิ่งใด เพราะความดี/ความชั่วในจักรวาลของเด็กยังไม่ถูกนิยามความหมายขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลาที่มนุษย์ได้เรียนรู้ในวัยเด็กอาจกำหนดชะตาชีวิตของเขาตลอดไป เมื่อวันหนึ่งโลกในในการรับรู้ของเขากลายเป็นเพียงสถานที่อันซ้ำซากจำเจ และเขาไม่อาจมองมันเหมือนเห็นเป็นครั้งแรกได้อีกแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถทำความเข้าใจกับเงื่อนไขปัจจัยใหม่ ๆ อย่างที่มันเป็น เพราะติดอยู่กับการตีความตามคำอธิบายที่ตนยึดเหนี่ยวไว้ ช่วงท้ายของนวนิยายค่อย ๆ ปรากฏความเปลี่ยนแปลงใน "โมทีฟ" ที่นักเขียนปูพื้นไว้ตั้งแต่แรก อย่างความเปลี่ยนแปลงของชุมชน ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ เช่น น้องชายเริ่มโตมากขึ้น รู้เรื่องมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ยอมเป็นลูกไล่ของพี่ชายอีกต่อไปหรือเพื่อนกลุ่มเดิมที่เริ่มแตกตัว เมื่อต่างคนต่างเริ่มโตเป็นหนุ่มน้อย และไม่อยากรวมกลุ่มกันแบบเด็กชายอีกแล้ว เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวจากที่พ่อแม่ของแพดดี้ค่อย ๆ ทะเลาะกันแบบเบา ๆ เป็นระยะ "มันเป็นการตะโกนแบบกระซิบ ๆ แบบเวลาคนเขาทำกันเวลาที่ลืมตัว ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามห้ามตัวเองแล้ว" (หน้า ๖๖) จนกระทั่ง "ไม่มีการทะเลาะเล็กทะเลาะน้อยบ่อย ๆ อีกแล้ว จะมีก็แต่แบบรุนแรงเลย - - รูปแบบของมันจะเหมือนเดิมทุกครั้ง มันจะมีสิบห้ายกเหมือนกับชกมวย แต่มันเหมือนการชกแบบสมัยก่อนมากกว่า แบบที่นักมวยจะไม่ใส่นวมและก็จะต่อยไม่เลิกจนกระทั่งน็อกหรือตายกันไปข้าง" (หน้า ๓๔๓)

จักรวาลที่มั่นคงปลอดภัยเริ่มคลอนแคลนนำมาซึ่งความหวั่นไหว คล้ายว่าโลกจะดับสูญพื้นอารมณ์ในนวนิยายไม่ได้ฟูมฟาย เพียงแสดงออกว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ - ความเป็นไปที่ต้องต้องยอมรับ "ทุกอย่างไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว"(หน้า ๓๖๕) นวนิยายจบลงตรงที่หางเสียงของแพดดี้ คลาร์ก เปลี่ยนไป หลังจากผ่านพ้นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือพ่อกับแม่เลิกร้างกัน

เพิ่งอ่านจบไปเมื่อวานเองแหละหนังสือเล่มนี้ช่วยให้ความรู้สึกในวัยเด็ก (เมื่อ6-7ปีที่ผ่านมา) กลับมาอีกครั้ง ในตอนนั้นเรายังเล่นสนุกไปวันๆ ไม่ต้องเร่งรีบไปกลับการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและโลกเหมือนเช่นวันนี้ เรื่องราวในหนังสือก็ดำเนินไปตามข้อความข้างต้นนั่นแหละ แต่การดำเนินเรื่องในตอนจบนั้นมันกินความรู้สึกจริงๆ ทั้งน้ำเสียงของแพดดี้ ความเจ็บปวดและเศร้าใจ มันได้ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือซึมลึกมาที่จิตใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดีชอบหนังสือเล่มนี้นะ คาดว่าจะหาซื้อเก็บไว้ด้วย (ตอนนั้นยืมห้องสมุดอะ)

- แพดดี้ คลาร์ก ฮา ฮา ฮา
- แพดดี้ คลาร์ก ไม่มีพ่อ เพราะพ่อไม่มา

ประมาณนี้ละมั้ง คำพูดของ แพดดี้ ตอนจบ อยากร้องไห้จัง

ปล. ขอบคุณแหล่งข้อมูล ::Matichonbook
บทความที่เกี่ยวข้อง บนเตียงมืดๆ อาจมีบางคนไม่นอน (แพดดี้ คลาร์ก ฮา ฮา ฮา)

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เรื่องนี้โดนความรู้สึกกัปปะจริงๆ ทั้ง สุข เกลียด เศร้า
#1  by  Oº° At 2006-02-03 23:44, 
ขอบคุณสำหรับการแนะนำหนังสือดีๆ เด๋วผมจะไปหาซื้อในอเมซอนอ่านน่ะคับ
#2  by  Jatupol Tongbutr At 2006-02-04 11:42, 
น่าสนใจง่ะ แต่ยังมึนๆอยู่เลย
#3  by  - LittleMonkey - At 2006-02-04 14:24, 
เม้นนะคะ
หนังสือน่าอ่านดีค่ะ
รู้สึกว่าลึกลับ ๆ ไงไม่รู่ค่ะ แต่ท่าทางจะสนุกดีเหมือนกัน
จะลองหา ๆ อ่านดูนะคะ
*ยินดีที่ได้รุจักค่ะ*
#4  by  My nAmE Is MiSs.★ⓢⓗⓐⓜⓟⓞⓞ★ At 2006-02-04 15:11, 
โหย คิดถึงใจจาขาดแล้วว หุหุ การบ้าน ผมเยอะมากเลยหง่า ไม่ได้เล่นเลยช่วงนี้ T^T
#5  by  Numaxza At 2006-02-04 15:46, 
ยินดีด้วยที่แกอ่านจบซะที
เนื้อเรื่องน่าสนใจ
น่าสงสาร
อ่านแล้วอยากร้องไห้
#6  by  หวาน (210.203.160.37 /192.168.0.120) At 2006-02-05 10:03, 
กร๊าก.........ยาวเกินไป กุอ่านไม่จบน่ะเนี้ย..บลอกนี้
นับวันสาระจะเพิ่มขึ้น ต่างจากบลอกบ้าๆบอๆของกุลิบ......= =
#7  by  llFlying Dutch Manll At 2006-02-05 10:56, 
ยินดี เหมือน น้องหวาน ด้วย ที่น้องกัปปะน้อยกลอยใจ อ่านจบเสียที .. เอ้อ ท่าทางจะเหนื่อยน่าดู เอิ๊ก ๆ
#8  by   At 2006-02-05 12:55, 
แพงมะเนี่ย
ฟังดูเป็นเรื่องที่ผ่านมานานเหลือเกิน..วัยเด็กของผม

#10  by  Formula 25 (202.57.180.148) At 2006-02-08 11:14, 
#11  by  friendlover (61.19.50.243 /unknown) At 2006-02-09 08:55, 

<< Home