Books-Movies

Oliver Twist เด็กใจแกร่งแห่งลอนดอน

แนวหนัง : ดราม่า - ครอบครัว
ผู้กำกับ : Roman Polanski
ทีมนักแสดง : Ben Kingsley, Barney Clark, Jamie Foreman, Frank Finlay, Harry Eden

เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของนู๋น้อยวัย 9 ขวบนามOliverTwist(Barney Clark)ผู้ซึ่งพบเจอกับเรื่องราวมากมายผู้คนทั้งดีและไม่ดีแต่ก็สามารถก้าวผ่านมาได้อย่างสวยงามถึงแม้จะทุลักทุเลบ้างในบางครา หนังเรื่องนี้สะท้อนมุมต่างๆของสังคมโดยบอกกล่าวผ่านตัวนู๋โอลิเวอร์ได้เป็นอย่างดีความโหดร้ายทารุณของโรงงานเลี้ยงคนจนซึ่งอาจจะเปรียบได้กับโรงงานที่ใช้แรงงานเด็กในสมัยปัจจุบันการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีผู้คนที่นั่นก็มักจะซึมซับสิ่งไม่ดีตามไปด้วยแต่ในความไม่ดีนั้นก็ยังคงมีความดีหลงเหลืออยู่ความเหลือมล้ำของสังคมความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการเพียงเพื่อให้มันผ่านๆไปเท่านั้น การสำนึกบุญคุณหรือความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณจากชีวิตที่ดูตกต่ำที่สุดแต่ก็ยังสามารถทำให้กลายเป็นชีวิตที่ดีที่สุดได้และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราทั้งสิ้น

ชอบโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้จริงๆเห็นครั้งแรกก็สะดุดตาเลยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ที่เราชอบที่สุดของหนังแนวดราม่าใครๆอาจจะบอกว่ามันดูเครียดไปหน่อยแต่เราคิดว่ามันก็แฝงแง่คิดหรือสะท้อนสังคมได้ดีนะในบางด้านที่เราไม่รู้เราก็รู้เมื่อได้ดูหนังบรรยากาศของหนังก็ให้ความรู้สึกแบบกรุงลอนดอนในสมัยก่อนด้วย และที่ชอบอีกอย่างก็คือ ตัวนู๋โอลิเวอร์น่ารักมาก และตัวผู้กำกับซึ่งก็คือ Roman Polanski บอกว่า "ตั้งใจจะสร้างหนังเด็กให้ลูกๆ ได้ดูสักเรื่อง" แล้วมันก็น่าดูของอาเฮียแกจริงๆน่ะนะถ้าใครยังไม่ได้ดูและกำลังหาหนังดีๆดูซักเรื่องข้าน้อยก็ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้นะขอรับแล้วเรามาซึมซับความน่ารักและแข็งแกร่งของนู๋โอลิเวอร์ด้วยกันนะขอรับ

นู๋โอลิเวอร์ช่างน่ารักจริงๆ (>///<)p

ปล. วันที่ 27 นี้จะไปดับร้อนที่เกาะช้างคะคิดว่าน่าจะกลับราววันที่ 30แล้วจะเที่ยวเผื่อนะคะ

Nana the Movie ออกเปงแผ่นแล้วนะขอรับทุกท่าน

EVS เปงตัวแทนจัดจำหน่าย ท่านผู้ใดสนใจกรุณารีบไปซื้อโดยด่วน

แล้วเอามาให้ข้าน้อยเบิ่งด้วยเน้อ 555++ มะเอาๆ ซื้อเองดีก่า

เพื่อนข้าน้อยมันโทรกริ๊งมาบอกหลังจากดูโฆษณาจบทันทีเลยขอรับ

ไม่สิ ต้องเรียกว่าโชว์เบอร์มาแล้วให้ตูโทรกลับมากกว่า

แต่ก็ขอบใจนะกิ้งก่าน้อยที่โทรมาบอก >3< จุ๊บจุ๊บ

อืม...กะลังคิดว่าจะซื้อดีมะ ไม่ค่อยมีตังค์ด้วย แล้วก็มีหนังที่ยังไม่ได้ซื้ออีก 2 เรื่อง

รวมเรื่องนี้เปง 3 โอ้แม่เจ้า!!!!! จะไปหาเงินมาจากไหนละเนี่ย

ปิดเทอมเงินค่าขนมก็ไม่ได้ อยู่บ้านให้เปลืองไฟเล่นไปวันๆ

บางวันก็ออกไปหากิ้งก่าน้อยให้มันเปลืองน้ำมันรถเล่น เจริญจริงๆ

หนังก็ออกแล้ว แล้วเมื่อไหร่เล่ม 11 จะออกซะทีละเนี่ย

รอนานเปงชาติแล้วนา คิดถึงอาเฮียโนบุกะยาสุจะตายแล้วเนี่ย

โดยเฉพาะอาเฮียโนบุเนี่ย เท๊ เท่ น่าร๊ากกกกกกกกกกกกก >/////<

รู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเล่ม 15 จะออกวางขายวันที่ 15 มีนาคมนี้นะ มานก็วันพรุ่งนี้นะซี

โฮๆ TT_TT กว่าจะได้อ่านเล่ม 15 ไม่ต้องรอปีหน้าเลยรึไงเนี่ย

เฮ้อ... โนบุที่รัก เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันหนอ

_______________________________________________________

เอาตัวอย่างหนังมาให้ดู ยั่วน้ำลายคนดีกว่า (เลว --*--)

_______________________________________________________

Nana The Movie

จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม...นานะ?

หนังเรื่อง นานะ เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนที่มีชื่อเดียวกัน ผลงานของอาจารย์ ไอ ยาซาว่า ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ดังในญี่ปุ่นมากๆ มียอดขายกว่า 20 ล้านเล่มด้วยกัน
สำหรับในประเทศไทยนั้นลิขสิทธิ์เป็นของสำนักพิมพ์บงกช ซึ่งปัจจุบันได้ออกมาถึงเล่มที่ 10 แล้ว คาดว่าเล่ม11 น่าจะออกมาเร็วๆนี้ ที่แน่ๆไม่เกินปีนี้แน่นอน ใครที่ยังไม่เคยอ่านขอแนะนำให้ลองอ่านดูนะขอรับ สนุกจริงๆ โดยเฉพาะโนบุ เท่มากกกกกกกกกก

นานะเป็นเรื่องราวของผู้หญิงสองคนที่มีชื่อว่า นานะ เหมือนกันแต่มีนิสัยและบุคลิกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง คนแรก โอซากิ นานะ เป็น นานะ ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นสาวพังค์ที่มีความฝันที่จะโด่งดังในวงการดนตรีให้ได้ เธอให้ความสำคัญในศักดิ์ศรีและความทะนงตนมากกว่าความรัก ส่วนอีกคน โคมัตสึ นานะ เป็นนานะ ที่เป็นคนร่าเริง ดูติ๊งต๊อง ทำตัวน่ารักตลอดเวลา เป็นคนที่อ่อนไหวและให้ความสำคัญในเรื่องของความรักมาก

เมื่อโชคชะตาทำให้ทั้งสองมาพบกันและในที่สุดก็ได้พักอยู่ห้องเดียวกัน เรื่องราวต่างๆมากมายก็ได้เกิดขึ้น ทั้งมิตรภาพ ความรัก ความเศร้า ความประทับใจเหล่านี้จะไม่ทำให้คุณลืมเรื่องนี้เป็นอันขาด

นี่เป็นเรื่องราวคร่าวๆของเรื่องนานะ การ์ตูนสุดฮิตซึ่งในที่สุดก็ได้มีการนำมาทำเป็นภาพยนตร์ และก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว สามารถทำให้เรารู้สึกได้ว่าตัวละครในการ์ตูนออกมาโลดแล่นมีชีวิตจริงๆให้เราได้ชมกัน ยิ่งนานะทั้งสองด้วยแล้ว ทั้งอิมเมจภาพลักษณ์และบุคลิกเรียกได้ว่าถอดแบบออกมาจากการ์ตูนโดยไม่มีผิดเพี้ยนเลย ตัวละครอื่นๆแม้หน้าตาจะไม่เหมือนมากนักแต่ก็แสดงได้ดีเลยล่ะ

Staff
Executive Producers : Kunikatsu Kondo , Kazuya Hamana
Producers : Toshiaki Nakazawa , Osamu Kubota
Original Comic : Ai Yazawa
Written by : Kentaro Otani , Taeko Asano
Cinematography : Kazuhiro Suzuki
Music : Tadashi Ueda
Edited : Shuichi Kakesu
Art Director : Norihiro Isoda
Sound : Kazushiko Yokono
Lighting Director : Toshiatsu Kozuma
Directed by Kentaro Otani

ตัวละครหลักในเรื่อง

โอซากิ นานะ

รับบทโดย :: มิกะ นากาชิมะ

อายุ: 22 ปี
เกิด
: 19 กุมภาพันธ์ 2526
อาชีพ
: นักร้อง,นักแสดง,นางแบบ

ประวัติย่อ
: มิกะเปิดตัวดังเปรี้ยงปร้างในญี่ปุ่นด้วยการเป็นนักร้องในปี 2544 ด้วยน้ำเสียงที่มีเอกลักษณ์ที่ลงตัวที่สุดกับแนวเพลงแจ๊สที่เธอร้อง

ถ้าหากใครรู้ประวัติของเธอจะต้องตกใจ เพราะว่ามันช่างเหมือนกับโอซากิ นานะ ตัวละครที่เธอเล่นจริงๆ

เธอใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องเรื่อยมา เธอออกจากโรงเรียนเพื่อที่จะตามล่าความฝันของเธอและก็ได้มาอยู่กับทางโซนี่ในที่สุด

และตั้งแต่แรกๆที่เธอเข้าวงการ เธอได้ใช้สัญลักษณ์ดอกบัวเป็นตัวแทนของเธอ ซึ่งคล้ายๆกับดอก เรน บนแขนของนานะอีกเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้นยี่ห้อเสื้อผ้าที่เธอชอบก็ดันเป็น วิเวียน เวสต์วูด เหมือนกับนานะอีกด้วย

ผลงานของเธอที่คอการ์ตูนน่าจะรู้จักที่สุดน่าจะเป็นเพลง Find The Way ของเรื่อง Gundam Seed

โคมัตซึ นานะ

รับบทโดย :: อาโออิ มิยาซากิ

อายุ:19 ปี ( เกือบจะ 20 แล้วล่ะ )
เกิด : 30 พฤศจิกายน 2528
อาชีพ : นักแสดง,นางแบบ,นักพากย์

ประวัติย่อ
: เธอเป็นนักแสดงวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีผลงานมากมายทั้งภาพยนตร์ ละคร ละครเวที โชว์ทางวิทยุ และผลงานพากย์การ์ตูนอีกด้วย

ผลงานที่เราอาจจะรู้จักก็น่าจะเป็นเสียงพากย์ของตัวละครชื่อว่า ยูมิ ในเรื่อง somedays dreamer

ฮนโจ เรน

รับบทโดย :: ริวเฮย์ มัตซึดะ

อายุ: 22 ปี
เกิด : 9 พฤษภาคม 2526
อาชีพ
: นักแสดง,นายแบบ

ประวัติย่อ : เป็นหนึ่งในนักแสดงหนุ่มที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เขาเป็นลูกชายของนักแสดงชื่อดัง ยูซาคุ มัตสึดะ แต่ทว่าพ่อของเค้าตายจากไปในขณะที่ริวเฮย์มีอายุเพียง 6 ขวบ ซึ่งตอนแรกริวเฮย์ไม่อยากที่จะเดินทางสายเดียวกับพ่อของเค้า แต่ต่อมาเค้าก็ได้รับการทาบทามให้เล่นหนัง และเค้าก็ค้นพบในสิ่งที่เค้าชอบ เค้าจึงตัดสินใจออกจากโรงเรียนมาไล่ตามความฝันของเค้าในการเป็นนักแสดง

เทราชิมะ โนบุโอะ

รับบทโดย :: ฮิโรกิ นาริมิยะ

อายุ: 23 ปี
เกิด : 14 กันยายน 2525
อาชีพ : นักแสดง,นายแบบ

ประวัติย่อ : เป็นหนึ่งในหนุ่มฮ๊อตที่สุดของญี่ปุ่นในขณะนี้ มีผลงานมากมายทั้งภาพยนตร์ ละครทีวี และเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีเลยว่าแม้หน้าตาจะไม่ได้หล่อสุดๆอย่างคนอื่น แต่ฝีมือของเค้าต่างหากที่ทำให้เค้าโด่งดังได้ถึงขนาดนี้

ทาคางิ ยาสุชิ

รับบทโดย :: โทโมกิ มารุยามะ (ม่ายมีข้อมูล)

โอคาซากิ ชินอิจิ

รับบทโดย :: เคนอิจิ มัตซึยามะ (ม่ายมีข้อมูล)

ซริซาวะ เรร่า

รับบทโดย :: ยูนะ อิโต

อายุ: 22 ปี
เกิด : 20 กันยายน 2526
อาชีพ : นักร้อง,นักแสดง,นางแบบ

ประวัติย่อ :สาวเสียงดีที่มาจากฮาวาย เธอเป็นหน้าใหม่ในวงการบันเทิงของญี่ปุ่น เป็นที่แน่นอนว่าตอนนี้เธอดังเปรี้ยงปร้างไปแล้วกับบทที่เธอได้รับเป็นเรร่า
ในเรื่องนานะนี้เองเรายังจะได้ฟังผลงานเพลงของเธออีกด้วย

อิจิโนเสะ ทาคุมิ

รับบทโดย :: เท็ตสึจิ ทามายามะ

อายุ: 25 ปี
เกิด : 7 เมษายน 2523
อาชีพ : นักแสดง,นายแบบ

ประวัติย่อ : เค้าเป็นนักแสดงที่รับบทได้หลากหลายมากๆตั้งแต่หนังโรแมนติกไปจนถึงหนังขบวนการ5สี อย่าง พาวเวอร์ เรนเจอร์ และยังแสดงหนัง sci-fi ที่สร้างมาจากการ์ตูนอย่างเรื่อง Casshern อีกด้วย

ฟุจิเอดะ นาโอกิ

รับบทโดย :: โมโมสุเกะ มิซุทานิ

อายุ: 19 ปี
เกิด : 24 มกราคม 2529
อาชีพ : นักแสดง

ประวัติย่อ : เป็นนักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ของวงการ มีผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง แถมยังได้รับการโหวตเข้าไปในรายชื่อ Platinum boy ของนิตยสาร Junon อีกด้วย

เพลงประกอบสุดเพราะ

ที่สำคัญก็คือเรื่องนี้มีเพลงที่เพราะมากๆหลายเพลงด้วยกัน แต่เพลงหลักของเรื่องก็คือ Glamorous Sky ( ท้องฟ้าพร่างพราว ) เพลงเพราะสุดมันส์ที่ร้องโดย มิกะ นากาชิมะ ผู้ที่แสดงเป็นนานะพั้งค์ เนื้อร้องแต่งโดย "อ.ไอ ยาซาว่า" เอง แถมยังได้ "HYDE" จาก "L'Arc~en~Ciel" มาเป็นโปรดิวเซอร์เพลงและแต่งทำนองให้อีกด้วย ส่วนเพลงหลักอีกเพลงก็คือ Endless Story เพลงเพราะสุดซึ้งร้องโดย ยูนะ อิโต ผู้รับบทเป็น เรร่า นักร้องของวง แทรปเนสต์ คู่แข่งของวง บลาสต์ ( แบล็ค สโตนส์ ) ของนานะอีกด้วย

ก็ไปหาโหลดมาฟังดูนะท่าน มันส์ + เพราะจริงๆ ไม่เฉพาะ 2 เพลงนี้เท่านั้นเพลงอื่นๆก็ยังเพราะ + มันส์ เหมือนกันขอรับ อย่างเพลง Fedup หรือLegend ก็น่าฟัง และอีกหลายๆเพลงเช่นกันสรุปน่าฟังหมดเลยเย้ๆ >3<

==================================================

ขอให้สนุกกับทุกช่วงเวลาของชีวิตนะขอรับ

ปล. วันที่16 นี้เกรดจะออกแล้วโอ้แม่เจ้า ขอให้ได้เกรดดีๆหน่อยเต๊อะ >/.\<

ชื่อหนังสือ : Paddy Clarke Ha Ha Ha
หมวด : วรรณกรรม -- วรรณกรรมเยาวชน

ผู้แต่ง : Roddy Doyle
ผู้แปล : นารียา

หนังสือชนะเลิศรางวัลBooker Prize โดย Roddy Doyle
Doyle ได้เขียนนวนิยายที่ดีที่สุด ...ความรู้สึกของเด็กแก่แดดวัยสิบขวบ... ที่มีทั้งความตรงไปตรงมา ตลกขบขัน และหน้าเศร้าใจซึ่งหลายครั้งที่ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว

รอดดี้ ดอยล์ (Roody Doyle) เป็นนักเขียนชาวไอริชร่วมสมัย ชื่อของเขาเป็นที่ยอมรับในแวดวงวรรณกรรมอังกฤษปัจจุบันผลงานที่รู้จักกันทั่วไปคือนวนิยายเรื่อง "The Commitments" ซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๑๙๙๑ และได้รับเสียงวิจารณ์ค่อนข้างดี งานเขียนของดอยล์เป็นที่กล่าวถึงในแง่ของการบรรยายอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมของตัวละครท่มกลางสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นการเขียนถึงอาการไหวเคลื่อนของอารมณ์ด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์แบบหน้าตาย ทำให้สะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่า คล้ายศัลยแพทย์ที่ค่อย ๆ ผ่าตัดหัวใจเพื่อเฝ้ามองการทำงานของมันอย่างเลือดเย็นแต่อ่านสนุกและเป็นที่น่าประทับใจ เพราะดอยล์ไม่ใช่นักเขียนที่ให้ความสำคัญกับศิลปะการประพันธ์ หรือประเด็นความคิดจนละเลยคนอ่านสไตล์การเขียนเฉพาะตัวของเขาสร้างสรรค์ขึ้นจากความพยายามที่จะพูดถึงเรื่องจริงจังกับผู้อ่านในวงกว้าง

การเล่าเรื่องของนวนิยายเล่มนี้อยู่ในโทนสนุกสนาน ตื่นตัว ตามสายตาของเด็กที่มากไปด้วยความรู้สึกสดใหม่ มีชีวิตชีวาและร่ำรวยจินตนาการ มีอารมณ์ขันบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติ ไม่เจือปนด้วยความขุ่นข้องของเจตนาที่มุ่งแต่แดกดัน/เย้นหยัน/เสียดสี หรือหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยความน่ารักสดใสเพียงด้านเดียว ทว่าพยายามสังเกตสภาวะที่เป็นอยู่จริง และเฝ้ามองว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่จำเป็นต้องระมัดระวังท่าทีให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมตามการยอมรับของสังคม

"ผมมองไปที่ซินแบด-มันเป็นแค่น้องชายผมเท่านั้น-ผมเกลียดมัน มันเป็นแค่เด็กขี้แยขึ้มูกยืด ชอบฉี่ราด มันไม่ต้องถูกทำโทษเวลาที่มันไม่ยอมกินอาหารเย็น มันต้องใส่แว่นที่เป็นสีดำข้างนึง-มันวิ่งเข้าไปหาลูกบอล ไม่มีใครทำอย่างนั้น ทุกคนจะยืนรอให้บอลเข้ามาหา แต่มันจะวิ่งผ่านทุกคนไม่สนใจใคร- มันยอดมากเลย และมันก็ไม่เห็นแก่ตัวเหมือนบางคนที่เลี้ยงลูกเป็นด้วย-ผมรู้สึกแปลก ๆ ตอนดูมัน รู้สึกดี และก็รู้สึกอยากฆ่ามันด้วย ใครเล่าจะภูมิใจในน้องชายของตัวเอง" (หน้า ๒๒๘) การดำเนินเรื่องใช้เรื่องเล่าสั้น ๆ ขมวดปมประทับใจเล็ก ๆ ในตัวเอง ตัดต่อ สลับไปสลับมา โดยไม่คำนึงถึงความต่อเนื่อง เพียงเน้นสิ่งที่น่าสนใจให้ชวนติดตามไปเรื่อย ๆ เหมือนจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่ผู้อ่านต้องนำมาปะติดปะต่อประกอบเข้าด้วยกันเอง แม้ไม่ได้ลำดับตามเวลาปกติ แต่ก็ไม่ได้กระจัดกระจายจนเกินไป นักเขียนสามารถร้อยเรียงจังหวะอารมณ์ของ "โมทีฟ" (motif - ความคิดหลักที่กำหนดลักษณะลีลาความเคลื่อนไหวในองค์ประกอบนั้น ๆ)ไปสู่จุดจบได้อย่างงดงาม

เรื่องเล่าแต่ละชิ้นส่วนใหญ่จะเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ในการปะทะกับประสบการณ์ต่าง ๆ สิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตแต่ละวัน การเล่นซน ความสัมพันธ์ในครอบครัว จักรวาลของชุมชนเล็ก ๆ และโลกในห้องเรียน "ครูของเรา-มิสเตอร์เฮนเนสซี่-หรือที่พวกเราชอบเรียกกันว่า "ตาเฮนโน่" เกลียดเจมส์ โอ"คีฟ เวลาแกหันหลังเขียนอะไรบนกระดานอยู่ แกชอบบอกว่า - นายโอ"คีฟ ฉันรู้นะว่านายกำลังทำอะไร อย่าให้จับได้แล้วกันมีวันหนึ่งแกพูดอย่างนี้ทั้ง ๆ ที่ เจมส์ โอ"คีฟ ไม่สบายเป็นคางทูมอยู่ที่บ้าน" (หน้า๑๔)

พื้นหลังของนวนิยายมีบรรยากาศการเมืองยุค "๖๐ เจืออยู่ในรูปของข่าวสารทั้งการเมืองระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ และสงครามเวียดนาม รวมกันเป็นความรู้สึกหวาดหวั่นต่อสงครามโลกครั้งต่อไป ซึ่งแฝงฝังอยู่ในจิตใจของผู้คนยุคสงครามเย็น ทว่าสำหรับเด็ก ๆ ปฏิกิริยาต่อข่าวสารความรู้ที่พวกเขาได้รับจากการเรียน/การอ่า/การเห็น กลายเป็นจินตนาการที่ถูกเสริมต่อเป็นการละเล่นใหม่ ๆ เมื่อรับรู้เรื่องราวของคนเป็นโรคเรื้อน เขารู้สึกว่า "เจ๋ง" และอยากเป็นคนโรคเรื้อนบ้าง เมื่อได้รู้เรื่องอักษรเบรลล์ เขาก็อยากลองเป็นคนตาบอด ตัวละครเจ้าของมุมมองผู้เรื่องเล่าในนวนิยายเรื่องนี้คือ แพดดี้ คลาร์ก เด็กชายอาย ๑๐ ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างเด็กกับวัยรุ่น โตพอที่จะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้บ้างแล้ว แต่ยังคงความบริสุทธิ์ในการสัมผัสโลก แพดดี้เรียนรู้การมีอยู่ของตัวตนผ่านความรู้สึกในแต่ละขณะของสัมพันธภาพ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่ร่างกาย เช่น ตอนหมุนตัวเร็ว ๆ หรือตอนเจ็บตัวเลือดออก และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตใจ เช่น ความผูกพันที่มีต่อวัตถุสิ่งของ "กระติกน้ำร้อนของผมเป็นสีแดง-สีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ของซินแบดเป็นสีเขียว ผมชอบกลิ่นของมัน ผมจะเอาน้ำร้อนใส่เข้าไปแล้วก็เทออกมา เอาจมูกเข้าไปหใกล้ ๆ ที่ปากกระติดและสูดกลิ่นของมัน เฮ้อ...หอม" (หน้า ๕๕) หรือความหวาดกลัวอย่างตอนที่แพดดี้ คลาร์ก กลัวแมงกะพรุนจนขวัญเสียต้องกลับบ้านไปให้แม่ปลอบ

รวมทั้งความกล้าความวิตกกังวล ความเศร้า ความเจ็บปวด ความเดียวดาย ความไม่แน่นอน และความปั่นป่วนของอารมณ์ที่ไม่อาจเข้าใจ เขาเรียนรู้ความรู้สึกเหล่านี้ทีละนิดละน้อย บางครั้งก็เล่นกับมัน อย่างตอนที่รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อเป็นพ่อแม่ทะเลาะกัน "ฟันของผมสั่นกึก ๆ ผมปล่อยให้มันสั่นอย่างนั้น ผมชอบ" (หน้า ๖๗)

ดอยล์สร้างจักรวาลของนวนิยายด้วยตรรกะของเด็ก ไม่ใช่นำเอาวิธีคิดแบบผู้ใหญ่เข้าไปจัดวาง ความไม่เป็นเหตุเป็นผล หรือการนึกฝันไปต่าง ๆ นานาของเด็ก ๆ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความขำขันในตัวเรื่องเล่า เรื่องเล็ก ๆ บางเรื่องเป็นเรื่อง "ซีเรียส" สำหรับพวกเขา เช่น การถอดกางเกงให้นางพยาบาลดู "จู่" ตอนตรวจโรค แต่เรื่องสำคัญของพวกผู้ใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องจริงจังเท่าใดนัก เช่น ความตายของใครสักคน "-เจ๋งเนอะ ?/-เออเควินพูด - เท่ระเบิด / เรากำลังคุยเรื่องการมีแม่ตาย" (หน้า ๑๔)

ความไม่รู้ทำให้พวกเขากล้าทำในสิ่งที่ไม่สมควรอย่างขโมยของ หรือแกล้งกันแรง ๆ เช่น ใส่น้ำมันไฟแช็กลงไปในปากน้อง แล้วจุดไม้ขีดไฟหย่อนลงไป จน "ไฟลุกติดเหมือนมังกรพ่นไฟ" (หน้า ๒๓)

บางครั้งพวกเขาก็เกลียดกันอย่างไม่มีเหตุผล และทำร้ายกันด้วยความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่บางครั้งก็เห็นใจและมีน้ำใจให้กันเมื่อใครคนหนึ่งเกิดปัญหา ในจักรวาลของเด็ก ผู้ใหญ่เป็นเหมือนอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำหลายอย่างของเด็กสะท้อนพฤติกรรมของผู้ใหญ่ด้วยเหมือนกัน ต่างกันเพียงขนาดและความจริงจังเท่านั้น ตัวตนในโลกของความเป็นผุ้ใหญ่พอกหนาไปด้วยสิ่งปรุงแต่งทับถมซับซ้อน กระบวนการรู้จักชีวิตของเด็กจึงแจ่มชัดกว่าในบางด้าน เพราะยังไม่มีประสบการณ์เดิมสะสมอยู่ จนกลายเป็นสิ่งจำกัดการเรียนรู้ ดังนั้นเด็กจึงมีอิสรภาพในการเฝ้ามองสรรพสิ่งด้วยสายตาสดใหม่เหมือนเห็นมันเป็นครั้งแรก และสามารถปล่อยให้ตัวเองรู้สึกอย่างที่รู้สึกจริง ๆ

นวนิยายเรื่องนี้จึงนำเสนอความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น โดยปราศจากการยัดเยียดทัศนคติและไม่มีการชัดทอด กล่าวโทษ ประณาม หรือตัดสินสิ่งใด เพราะความดี/ความชั่วในจักรวาลของเด็กยังไม่ถูกนิยามความหมายขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ช่วงเวลาที่มนุษย์ได้เรียนรู้ในวัยเด็กอาจกำหนดชะตาชีวิตของเขาตลอดไป เมื่อวันหนึ่งโลกในในการรับรู้ของเขากลายเป็นเพียงสถานที่อันซ้ำซากจำเจ และเขาไม่อาจมองมันเหมือนเห็นเป็นครั้งแรกได้อีกแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถทำความเข้าใจกับเงื่อนไขปัจจัยใหม่ ๆ อย่างที่มันเป็น เพราะติดอยู่กับการตีความตามคำอธิบายที่ตนยึดเหนี่ยวไว้ ช่วงท้ายของนวนิยายค่อย ๆ ปรากฏความเปลี่ยนแปลงใน "โมทีฟ" ที่นักเขียนปูพื้นไว้ตั้งแต่แรก อย่างความเปลี่ยนแปลงของชุมชน ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ เช่น น้องชายเริ่มโตมากขึ้น รู้เรื่องมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ยอมเป็นลูกไล่ของพี่ชายอีกต่อไปหรือเพื่อนกลุ่มเดิมที่เริ่มแตกตัว เมื่อต่างคนต่างเริ่มโตเป็นหนุ่มน้อย และไม่อยากรวมกลุ่มกันแบบเด็กชายอีกแล้ว เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวจากที่พ่อแม่ของแพดดี้ค่อย ๆ ทะเลาะกันแบบเบา ๆ เป็นระยะ "มันเป็นการตะโกนแบบกระซิบ ๆ แบบเวลาคนเขาทำกันเวลาที่ลืมตัว ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามห้ามตัวเองแล้ว" (หน้า ๖๖) จนกระทั่ง "ไม่มีการทะเลาะเล็กทะเลาะน้อยบ่อย ๆ อีกแล้ว จะมีก็แต่แบบรุนแรงเลย - - รูปแบบของมันจะเหมือนเดิมทุกครั้ง มันจะมีสิบห้ายกเหมือนกับชกมวย แต่มันเหมือนการชกแบบสมัยก่อนมากกว่า แบบที่นักมวยจะไม่ใส่นวมและก็จะต่อยไม่เลิกจนกระทั่งน็อกหรือตายกันไปข้าง" (หน้า ๓๔๓)

จักรวาลที่มั่นคงปลอดภัยเริ่มคลอนแคลนนำมาซึ่งความหวั่นไหว คล้ายว่าโลกจะดับสูญพื้นอารมณ์ในนวนิยายไม่ได้ฟูมฟาย เพียงแสดงออกว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ - ความเป็นไปที่ต้องต้องยอมรับ "ทุกอย่างไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว"(หน้า ๓๖๕) นวนิยายจบลงตรงที่หางเสียงของแพดดี้ คลาร์ก เปลี่ยนไป หลังจากผ่านพ้นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือพ่อกับแม่เลิกร้างกัน

เพิ่งอ่านจบไปเมื่อวานเองแหละหนังสือเล่มนี้ช่วยให้ความรู้สึกในวัยเด็ก (เมื่อ6-7ปีที่ผ่านมา) กลับมาอีกครั้ง ในตอนนั้นเรายังเล่นสนุกไปวันๆ ไม่ต้องเร่งรีบไปกลับการเปลี่ยนแปลงของผู้คนและโลกเหมือนเช่นวันนี้ เรื่องราวในหนังสือก็ดำเนินไปตามข้อความข้างต้นนั่นแหละ แต่การดำเนินเรื่องในตอนจบนั้นมันกินความรู้สึกจริงๆ ทั้งน้ำเสียงของแพดดี้ ความเจ็บปวดและเศร้าใจ มันได้ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือซึมลึกมาที่จิตใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดีชอบหนังสือเล่มนี้นะ คาดว่าจะหาซื้อเก็บไว้ด้วย (ตอนนั้นยืมห้องสมุดอะ)

- แพดดี้ คลาร์ก ฮา ฮา ฮา
- แพดดี้ คลาร์ก ไม่มีพ่อ เพราะพ่อไม่มา

ประมาณนี้ละมั้ง คำพูดของ แพดดี้ ตอนจบ อยากร้องไห้จัง

ปล. ขอบคุณแหล่งข้อมูล ::Matichonbook
บทความที่เกี่ยวข้อง บนเตียงมืดๆ อาจมีบางคนไม่นอน (แพดดี้ คลาร์ก ฮา ฮา ฮา)